การเรียนเปียโนกับเด็กๆ ..​ เมื่อแม่เรียนพร้อมกับลูก?

การเรียนเปียโนกับเด็กๆ ..​

จากประสบการณ์ของแม่ที่เรียนดนตรีไปพร้อมกับลูก …​
เรียนตั้งแต่เด็ก VS เรียนตอนแก่

27658099_10159913948250361_7400889366548862633_n

ตอนนี้น้องพระพายวัย 4 ขวบเรียนเปียโนอยู่ค่ะ เริ่มเรียนตั้งแต่อายุ 3 ขวบโดยมีคุณครูมาสอนที่บ้าน นอกจากนี้แม่ป่านเองก็เรียนไปพร้อมกับลูกด้วย จะสนุกขนาดไหนคะเมื่อเด็กวัย 3 ขวบ และคุณแม่วัย 31 ปีที่อายุต่างกันสุดขั้วเริ่มเรียนเปียโนไปด้วยกัน?

… จากวันนั้นจนถึงวันนี้แม่ป่านมีเรื่องราวที่พบเจอระหว่างทาง รวมไปถึงมีแง่คิดดีๆที่ได้เรียนรู้จากการเรียนดนตรีไปพร้อมๆ กับลูก อยากมาแชร์ให้คุณแม่ได้อ่านกันค่ะ

เรียนไปพร้อมกับลูก เรียนอย่างไร?

ในวันที่คุณครูมาสอน น้องพระพายจะเรียนก่อนค่ะ ตอนน้องยังเล็กกว่านี้จะเรียนเพียง ครั้งละ 30 นาที….(ปัจจุบันน้องพระพายอายุ 4 ขวบ เรียน 1 ชั่วโมงเต็มค่ะ) …เมื่อพระพายเรียนเสร็จ ก็ถึงเวลาเรียนของแม่บ้างเป็นอย่างนี้เรื่อยมาประมาณ 1 ปีแล้วค่ะ โดยระยะเวลาการเรียนการสอนนั้น จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคุณครูแต่ละท่าน โดยพิจารณาจากตัวของเด็กว่ามีความสนใจและมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่เรียนมากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่เด็กๆ ในวัย 3-5 ขวบจะเรียนประมาณ 30 นาทีเท่านั้น เพราะสมาธิของเด็กที่จดจ่ออยู่กับการเรียนเปียโนค่อนข้างจำกัดค่ะ แต่หากเด็กคนไหนคุณครูดูแล้วว่ามีสมาธิดี มีความสนใจเรียนคุณครูก็เพิ่มเวลาเรียน ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณครูจะสังเกตว่าหากเพิ่มเวลาแล้วเด็กๆยังสนใจเรียนไหม เบื่อหรือเปล่า และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกันไป…ค่อยๆดูกันไปยาวๆ ค่ะ

“ทำไมแม่ป่านถึงอยากเรียนเปียโนไปพร้อมกับลูก”

อยากสร้างบรรยากาศที่บ้านเต็มไปด้วยเสียงดนตรี แม่ป่านคิดว่าการที่ลูกเห็นพ่อแม่เล่นดนตรีและอยู่ในบรรยากาศเหล่านี้เป็นประจำ จะช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวก เป็นศูนย์รวมความสุข และเป็นการสร้างแรงเสริมให้แก่เด็กๆอยากเล่นดนตรีค่ะ
สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูก… เมื่อลูกเห็นแม่เรียน แม่เล่นดนตรีก็อยากเล่นบ้าง เหมือนลูกอยากเล่นตามแม่ น้องอยากเล่นตามพี่
แม่จะสามารถคอยทบทวนบทเรียนให้แก่ลูก เมื่อแม่เริ่มเข้าใจเล่นดนตรีได้ดีมากขึ้นจะเริ่มฟังจังหวะและอ่านโน๊ตได้ จึงช่วยให้สามารถคอยนั่งฟังและทบทวนบทเรียนให้กับลูกได้ในบางครั้ง (เวลาคุณครูมาสอน จะมักทบทวนสิ่งที่ลูกเรียนไปให้แม่ได้ทราบด้วยเสมอ จะได้ใช้ทบทวนและเล่นไปพร้อมๆกันค่ะ)
แม่อยากเล่นไปพร้อมๆกับลูก ถ้าหากวันหนึ่งที่ลูกยังชอบเล่นเปียโน เราจะได้นั่งเล่นเป็นเพลงด้วยกันพูดคุยกัน เป็นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างแม่ลูกให้ดียิ่งๆขึ้นไปอีก เป็นการสื่อความหมายแทนล้านคำในใจด้วยดนตรี เหมือนกับคำที่เคยได้ยินว่า “บอกรักเป็นภาษาดนตรี” นั้นมีอยู่จริงไม่ผิดเพี้ยนค่ะ
สานต่อความฝันวัยเยาว์ แม่ป่านเคยเรียนเปียโนตอนยังเล็กมากๆค่ะ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะประมาณ 5 ขวบ) ตอนนั้นจำได้ว่า เริ่มเล่นเป็นเพลงแล้ว แต่ก็ย้ายบ้านมาไกล และก็ไม่ได้เรียนอีกเลย จนกระทั่งถึงตอนนี้แม่ป่านในวัย 31 ปี (ฟังดูนานมากเลยใช่มั้ยคะ ก็นานจริงๆ นะคะเนี่ย) ที่เรารู้สึกว่ามีสิ่งนี้ที่อยากสานต่อให้สำเร็จคือ “การเล่นเปียโนให้ได้” จึงเป็นที่มาของเห็นผลที่ว่าทำไมจึงตัดสินใจเรียนไปพร้อมกับลูกค่ะ

.

สิ่งที่ได้พบเจอระหว่างทาง..

เรียนตอนเด็ก VS เรียนตอนแก่ แตกต่างกันมาก!

แม่ป่านจำได้ว่าตอนอายุ 5 ขวบ จำโน๊ตได้ค่อนข้างเร็ว แต่ไม่ได้จำแบบท่องจำ แต่หากเป็นการจำจากเสียง (อธิบายให้เห็นภาพก็คือ พอมองโน๊ตเราจะไม่จำว่าเป็น C D E แต่จะจำเสียง จำได้ว่าเสียงนี้ โน๊ตตัวนี้อยู่ตรงไหน ต้องกดตรงไหนเมื่อเห็นโน๊ตตัวนั้น คือมองแล้วกดได้เลยราวอัตโนมัติ)

ตรงกันข้าม การจำแบบที่เคยทำได้ในวัยเด็กกลับทำไม่ได้ในวัย 31 ปี…ไม่น่าเชื่อเลยว่าการอ่านและจำโน๊ต(โดยเฉพาะการอ่านโน๊ตไปด้วยเล่นไปด้วย)ในวัยผู้ใหญ่นั้นมันยากยิ่งกว่าจำสูตรฟิสิกส์อีกนะคะ ใช้เวลานานมากจริงๆ ที่มือและสมองจะทำงานประสานกันได้ แต่ก็ยังไม่เท่าตอนเด็กๆอยู่ดี

เพราะอะไรกันนะ?

แม่ป่านคิดว่า ผู้ใหญ่จะคิดในเชิงตรรกะ และมีเรื่องให้ต้องคิดต้องทำมากมาย ทำให้สมองนั้นไม่สามารถปรับตัวกับการเรียนรู้เรื่องดนตรีได้ไหลลื่นเหมือนเด็กๆ ถ้าจะเปรียบเหมือนด้าย ผู้ใหญ่ก็เปรียบเหมือนด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในการร้อยเรียงในหลอดด้ายให้เรียบร้อยดังเดิม ไม่เหมือนวัยเด็กที่เหมือนด้ายที่หมุนได้อย่างราบรื่น เพราะไม่มีความยุ่งเหยิง (ไม่มีเรื่องราวต่างๆ ให้ขบคิด) เหมือนผู้ใหญ่นั่นเอง

และอีกเรื่องหนึ่งที่แม่ป่านคิดว่าทำให้การเรียนดนตรีของผู้ใหญ่นั้นช้ากว่าเด็ก คือเรื่องของ “สมาธิ” ค่ะ จากประสบการณ์ของตัวเอง เวลาเรียนนั้นจะยังพะวงเรื่องของลูกๆ อยู่เป็นพักๆ ว่าเอ๊ะ! กลางวันนี้ทำอะไรให้ลูกทานดี? …​ตอนนี้ลูกเราอยู่ไหนแล้ว เดินออกไปหน้าบ้านหรือเปล่า ประตูล๊อคหรือยัง? ลูกปลอดภัยดีอยู่ไหม? (เวลาถึงคิวแม่ป่านเรียนบ้าง ลูกๆจะเล่นรอในห้องอื่นของบ้าน แต่ก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีค่ะ แม่ทุกคนเป็นแบบนี้ป่านเชื่อค่ะ มันเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ฮ่าๆ)

อีกอย่างที่สำคัญคือ “ความคาดหวังต่อตัวเอง” ในวัยผู้ใหญ่ นั้นมากขึ้น มหาศาล โดยเฉพาะเมื่อเรียนไปพร้อมกันกับลูก (จากหนังสือเล่มเดียวกัน) ยิ่งทำให้เราคาดหวังกับตัวเองว่าเราจะไปได้เร็วกว่า ดีกว่า เพราะเราเป็นผู้ใหญ่ … งงมั้ยคะ? ป่านเป็นแบบนั้นจริงๆนะคะ มันอดไม่ได้จริงๆ เมื่อเรามีความคาดหวังต่อตัวเองสูง ความกดดันก็เริ่มมา แต่เมื่อความกดดันไม่ได้มาพร้อมกับความมุ่งมั่นหรือสมาธิ ผลคือ ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร บางทีลูกก็เรียนนำไปก่อนก็มีนะคะ.. พิมพ์ไปก็ตลกตัวเองไปค่ะ

เพราะอะไรเรียนเปียโนในวัยเด็กถึงดีกว่า?

แม่ป่านเชื่อว่าสมองของเด็กนั้น “ปลอดโปร่งและพร้อมเรียนรู้” มากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเค้าไม่มีอะไรต้องคิดและกังวล จะเปรียบกับกระดาษก็คงจะเหมือนกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ที่พร้อมรับการแต่งแต้มเติมสีสัน ถ้ามองในมุมของดนตรีคือ เด็กเรียนดนตรีเหมือนอาจจะไม่ได้ตั้งใจหรือจดจ่อมากมายนัก ผู้ใหญ่อาจจะชอบกังวลในจุดนี้ แต่เชื่อมั้ยคะ หูของเด็กๆฟังอยู่พร้อมกับเรียนรู้ไปในตัวอีกต่างหาก

เด็กๆพร้อมจะ “เรียนรู้ผ่านการเล่น” โดยที่คุณครูจะสอดแรกบทเรียนเข้าไปด้วยเช่น การฟังเพลงที่เด็กๆชอบและร้องตามๆกัน เต้นและปรบมือทำท่าทางตามจังหวะ การกดคีย์ต่างๆตามดนตรี ซึ่งโดยปกติแล้วในหลักสูตรเปียโนสำหรับเด็กเล็กนั้นจะสอดแทรกเนื้อหาผ่านตัวละครน่ารักๆต่างๆ โดยที่เด็กๆ อาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูก input เนื้อหาการเรียนเข้าไปเต็มๆ แอบสอนเนื้อหาที่อาจจะดูยากหากสอนผู้ใหญ่ แต่เด็กทำได้เพราะเค้าเข้าใจว่าคือการเล่น เช่น พีหมี Bear สื่อถึง Beethoven (The Beethoven Bear ) และพี่หนู Mouse สื่อถึง Mozart (The Mozart Mouse) กำลังไปงานเลี้ยงกัน มีเพลง Hello Song, Good Bye Song รวมไปถึงการเล่นเสียงสูง เสียงต่ำและสอนการจดจำโน๊ตโดยใช้การฟังเสียง

ดังนั้นแม่ป่านจึงคิดว่าหากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากให้ลูกลองเรียนเปียโน ก็ควรจะเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ เพราะเรียนแต่เด็กนั้นดีกว่าจริงๆค่ะ…

แต่ทว่า.. เหนือสิ่งอื่นใด และสำคัญที่สุดที่พ่อแม่จะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก นั่นคือ “ความชอบ และความต้องการของตัวเด็กเอง” ผู้ใหญ่อย่างเราสามารถพาเค้าไปลองเล่นเครื่องดนตรีนั้นๆ แล้วลองสังเกตดูว่าลูกอยากเล่นบ้างไหม หรือว่า แค่กดแล้วปล่อยไม่สนใจเลย หรือลองให้ลูกได้เรียนไปสักพักแล้วพบว่าลูกไม่มีความสุข ไม่อยากเรียน ไม่มีความสนใจ หรือไม่ตั้งใจ ก็ควรมานั่งคุยปรับความเข้าใจกับลูกเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างละมุนละม่อม และพร้อมจะเข้าใจในทุกๆ ความคิดเห็นของลูกว่าจะไปต่อ หรือจะลองหยุดพักก่อน ก็คงจะสุดแล้วแต่ และตามความเหมาะสมของแต่ละบ้านค่ะ

.

กล่าวถึงความคาดหวังความกดดันต่างๆในระหว่างที่ลูกเรียนดนตรี แม่ป่านมีเรื่องราวๆต่างๆที่เคยคุยกับอาจารย์สอนเปียโนมาฝากให้อ่านกัน (ขออนุญาตคุณครูเรียบร้อยค่ะ) ….เผื่อจะเป็นข้อคิดดีดีนะคะ

แม่ที่เล่นดนตรีเป็น (ยกตัวอย่าง เปียโน) อาจจะต้องระวังเป็นพิเศษ ด้วยความที่เพราะคุณแม่เล่นดนตรีเป็น ดังนั้นจะเกิดความคาดหวัง และ “การจ้องจับผิด” ในขณะที่ลูกกำลังเล่นตามโน๊ต หากเกิดเหตุการณ์นี้บ่อยๆ อาจจะทำให้ลูกรู้สึกกดดัน ไม่อยากเล่นให้แม่ฟังเพราะเดี๋ยวจะโดนแม่ตำหนิเอาได้ มีตัวอย่างของเด็กที่สามารถเล่นได้ถูกต้องตามปกติเมื่อนั่งเล่นกับคุณครู แต่พอนั่งกับแม่กลับเล่นผิดๆ ถูกๆ หรือปฏิเสธที่จะเล่นให้แม่ฟังเป็นต้นค่ะ .. แล้วจะทำอย่างไร ให้เราสามารถ correct ลูกได้อย่างละมุนละม่อมไม่ทำให้ลูกอึดอัดลำบากใจ? … คุณครูเคยแนะนำว่า สร้างบรรยากาศที่สนุกสนานเป็นกันเอง เหมือนเล่นเปียโนกันกับแม่ เมื่อรู้ว่าลูกเล่นผิดตรงไหน สามารถค่อยๆ บอก ค่อยๆสอนด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย, ชื่นชมเมื่อลูกทำได้ดี และให้กำลังใจเมื่อลูกท้อแท้ ไม่ดุด่า ไม่ว่ากล่าวเสียงดังให้เสียกำลังใจ แม้ว่าตอนนั้นคุณแม่จะรู้สึกหงุดหงิดแค่ไหนก็ตาม

แม่ที่เล่นดนตรีไม่เป็น แต่หอบหนังสือเพลงมามากมาย โดยแจ้งให้ครูสอนตามนี้ให้ได้ หรือกำหนดกฎเกณฑ์ว่าวันนี้วันนั้นจะต้องเล่นเพลงนี้เพลงนั้นให้ได้ตามกำหนดเวลา …​กลายเป็นว่าคุณครูก็พลอยถูกกดดันไปด้วย ไม่เพียงแต่เฉพาะเด็กเท่านั้นที่จะรู้สึกอึดอัด อยากจะขอแสดงความเห็นแบบนี้ค่ะ แม่ป่านคิดว่าคุณครูจะเป็น “ผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าเด็กคนนี้กำลังอยู่ในระดับไหน” อยู่ในขั้นตอนใด มีจุดดีและจุดด้อยที่ต้องปรับปรุงอย่างไร จึงขอให้เป็น “หน้าที่ของคุณครู” ที่จะช่วยพัฒนาลูกรักของคุณแม่ทุกคน ขอเพียงไว้ใจคุณครูเท่านั้น ทุกอย่างจะง่ายขึ้นค่ะ

อย่าเร่ง อย่ารีบจนเกินไป แม่ป่านคิดว่าการเรียนดนตรีไม่ว่าจะชนิดไหน โดยเฉพาะเปียโนเนี่ยเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูงที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อย่างละเมียดละไม ใช้ทั้งกาย ใจและสมอง ไม่เพียงแต่สมองที่ต้องจดจำโน๊ต หูต้องฟังเสียงแต่ละคีย์ที่แตกต่าง มือต้องบรรจงกดบรรเลงเพลงอันซับซ้อน…ดังนั้นหากจะรีบให้ลูกเรียนรู้ไวไว เล่นเป็นเพลงไดไวไวนั้น จึงอาจจะดูผิดธรรมชาติไปสักหน่อยค่ะ

การกลับมาทบทวนบทเรียนเก่าๆ “ไม่ใช่การถอยหลัง” “ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องกังวลมากมายอะไร” … เพราะพื้นฐานที่แน่นหนาเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ถ้าหากลืมหลังแล้วจะไปข้างหน้าได้อย่างไรจริงมั้ยคะ? การที่บางครั้งคุณครูพาเด็กๆ กลับมาเล่นเพลงเก่าๆ หรือกลับมาทบทวนบทเรียนเดิมๆ จึงไม่ได้หมายความว่าลูกๆ นั้น ยังไม่เก่ง ยังไม่พัฒนาด้วยเสมอไป ขนาดตัวแม่ป่านเองที่โตขนาดนี้ยังต้องกลับมาเริ่มทวนเนื้อหาตั้งแต่หน้าแรกกันเลยทีเดียวค่ะ

บรรยากาศในการเรียนเป็นสิ่งสำคัญ คุณพ่อคุณแม่บางคนนั่งจ้องดูเวลาลูกเรียน บางคนถึงกับมีไม้เรียวคอยฟาดเวลาลูกวอกแวกไม่ตั้งใจเรียน อาจจะมีคนไม่เชื่อ แต่นี่เป็นเรื่องจริงที่เคยได้ยินมาเลยทีเดียวนะคะ อยากรู้จังเลยว่าคุณแม่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วลองจินตนาการดูว่าถ้าเราเป็นเด็กคนนั้น แล้วมีแม่มานั่งถือไม้เรียวรอฟาด …เราจะอยากเรียนอยู่มั้ยคะ และเราจะมีความสุขมั้ย เป็นแม่ป่านคงอยากวิ่งหนีไปให้ไกลๆ เลยทีเดียว..
เมื่อเด็กไปโรงเรียน (โดยเฉพาะโรงเรียนวิชาการ หรือมีเรียนพิเศษอย่างหนักหลังเลิกเรียน) แล้วพบว่า “ความสุขในการเรียนและการเล่นดนตรีนั้นหายไป” จากเด็กที่ชื่นชอบและกระตือรื้อร้นในการเรียนดนตรีกลับกลายเป็นเด็กที่ “เฉยๆ” หรือ “รู้สึกเบื่อ” ไม่อยากเรียนอีกต่อไปแล้ว อาจจะเพราะเริ่มเข้าโรงเรียนมีอะไรหลายอย่างต้องปรับตัว หรือเนื้อหาการเรียนที่ทำให้เด็กเหนื่อยล้ามากพออยู่แล้ว จึงไม่อยากจะเรียนอะไรเพิ่มอีก จากเด็กที่กำลังจะไปได้ดีในด้านดนตรีก็กลายเป็นเด็กที่เฉยๆ ไปเสีย เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้วรู้สึกเสียดายเหมือนกันนะคะ

ส่วนตัวลูกๆทั้งสองยังคงชื่นชอบ และมีสมาธิจดจ่อกับการเรียนเปียโนที่บ้าน และตัวป่านเองก็กำลังพัฒนาฝีมือของตัวเอง (ที่อยู่ในระดับ basic แบบสุดๆ) ไปเรื่อยๆ จึงคิดว่าการเรียนเปียโนของบ้านเรานั้นคงจะดำเนินไปอย่างนี้ค่ะ แต่ป่านไม่ได้คาดหวังว่าลูกจะต้องสอบเลื่อนขั้น ได้ใบประกาศ หรือเข้าแข่งขันใดๆ (หากใครตามเพจเลี้ยงลูกอย่างมีความสุขของแม่ป่าน จะรู้ว่าเราเน้นเรื่องนี้มากแค่ไหน ที่จะพยายามเอาเด็กๆ ออกจากการแข่งขันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้)

ขอเพียงให้ลูกได้มี “ดนตรี” เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างความสุขและความบันเทิงให้แก่ตนเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง หรือหากเมื่อไหร่ที่รู้สึกท้อถอย ลูกจะมีดนตรีเพื่อผ่อนคลายทุกข์ร้อนให้หายไป เท่านี้ก็เพียงพอแล้วจริงๆค่ะ หรือหากถ้าลูกจะสามารถก้าวไปไกลได้มากกว่านี้ หากเค้าชอบเป็นชีวิตจิตใจ สามารถเป็นอาชีพเลี้ยงตนได้ หรือ เข้าแข่งขัน (ในวัยที่ลูกพร้อมจะรับมือกับความกดดันทั้งปวงอย่างแท้จริง) แม่อย่างเราก็พร้อมจะสนับสนุนเค้าให้ถึงที่สุดเช่นเดียวกันค่ะ ถึงวันนั้นคงเป็นเหมือนโบนัสอีกชิ้นหนึ่งในชีวิต เพราะมันมาจากความไม่คาดหวังใดๆ ค่ะ …

ด้วยความปราถนาดีจากใจ
แม่ป่าน #เพจเลี้ยงลูกอย่างมีความสุข

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s